วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ปีศาจจากฟากฟ้า

ปีศาจจากฟากฟ้า





ควันหลงจากการพุ่งเข้าชนดาวพฤหัสของดาวหาง ซูเมกเกอร์ เสวี 9 ยังคงไม่จางหายไปง่าย ๆ เนื่องจากปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ในครั้งนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำหรับชาวโลกหลากหลายอย่างอย่างน้อยที่สุด ก็ช่วยกระตุ้นให้บุคคลทั่วไปหันมาตื่นตัวและสนใจในการศึกษาวิชาดาราศาสตร์กันมากขึ้น

ผมเคยเขียนถึงเรื่องการพุ่งชนของดาวหางมาสองครั้งแล้ว ในแง่มุมที่ต่างกัน…โดยมุ่งเน้นประเด็นในการพุ่งชนดาวดวงอื่น เนื่องจากผมสนใจว่า ถ้าดาวหางพุ่งเข้าชนโลกของเราที่มีสิ่งมีชีวิตจำนวนมากอาศัยอยู่แล้ว จะเกิดผลกระทบตามมาอย่างไรบ้าง

บางคนอาจนึกสงสัยว่า ทำไมนายชูเมกเกอร์ถึงได้คำนวณได้ว่าดาวหางกลุ่มนี้จะพุ่งเข้าชนดาวพฤหัสในวันนี้ เวลานี้ได้อย่างแม่นยำนัก นั่นเป็นเพราะการจดคำนวณทางสถิติและคณิตศาสตร์อย่างละเอียดถี่ถ้วนในอดีต ผนวกกับความก้าวหน้าทางวิทยาการ โดยเฉพาะเครื่องมือเครื่องไม้อันทันสมัย ส่งผลให้การคำนวณของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์มีความแม่นยำมากขึ้น



โดยปกติแล้ว โลกของเราจะมีวัตถุจากนอกโลกตกเข้ามาอยู่เป็นประจำ ในรูปของอุกกาบาตที่เราเรียกว่า ผีพุ่งไต้ ซึ่งในขณะที่วัตถุเหล่านั้น อยู่นอกบรรยากาศโลกอาจมีขนาดใหญ่โตมาก แต่เมื่อผ่านพ้นบรรยากาศของโลกเข้ามา ทำให้ขนาดของวัตถุนั้นถูกบรรยากาศเสียดสีจนลดขนาดลงเหลือลูกเล็ก ๆ ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อชาวโลกแต่อย่างใด

แต่ถ้าดาวหางขนาดใหญ่พุ่งเข้ามาชนโลก รับรองว่าจะต้องส่งผลกระทบต่อชาวโลกและสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างใหญ่หลวง



นักวิทยาศาสตร์และนักมานุษยวิทยาได้ตั้งข้อสันนิษฐานหนึ่งที่น่าสนใจและมีทางเป็นไปได้คือ เหตุที่ไดโนเสาร์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งมีชีวิตที่ครองโลกอยู่เกิดสูญพันธุ์ไปอย่างทันทีทันใดนั้น เป็นเพราะโลกในครั้งนั้นถูกดาวหางพุ่งชนอย่างแรง

เมื่อดาวหางพุ่งชน จะเกิดปฏิกิริยาเหมือนกับที่ชูเมกเกอร์พุ่งชนดาวพฤหัส นั่นคือเกิดปฏิกิริยาความร้อนและพลังงานจขำนวนมาก และความร้อนเหล่านั้นจะชักนำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ตามมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

และเมื่อร้อนมากขึ้น ผลพลอยได้จากการเผาผลาญของเชื้อเพลิงและความร้อนคือเขม่าควันที่ย่อมต้องลอยตัวสูงขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ ควันดำและฝุ่นละอองจำนวนมากจะลอยตัวอยู่ในห้วงบรรยากาศและบดบังชั้นบรรยากาศโลกจนมืดมิดขนาดที่แสงอาทิตย์ไม่อาจเล็ดลอดลงมาได้

เมื่อนั้น จะมีผลกระทบต่อเนื่องถึงสิ่งมีชีวิตบนโลกทันที คือพืชไม่อาจสังเคราะห์แสงได้ต่อไป เมื่อพืชสงเคราะห์แสงไม่ได้อาหารและผลผลิตเริ่มต้นย่อมไม่เกิดขึ้นสัตว์ก็จะขาดแคลนอาหาร ห่วงโซ่อาหารจะขาดความต่อเนื่อง สมดุลธรรมชาติและกลไกของระบบนิเวศจะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง

นั่นคือ ความน่ากลัวที่สงผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและยาวนาน



แน่นอน สิ่งมีชีวิตบนโลกทุกชนิดจะต้องทยอยล้มหายตายจากไปเรื่อย ๆ

เมื่อกลับมาพิจารณาถึงห้วงเวลาที่ดาวหางพุ่งชนโลก ถ้าการพุ่งชนนั้นเกิดขึ้นจากดาวหางขนาดใหญ่ อาจมีผลถึงขนาดผลักดันให้โลกเคลื่อนหลุดจากวงโคจรของแรงดึงดูดในห้วงสุริยจักรวาล

ตอนนั้นน้ำจะท่วมโลก และมีผลทำให้แผ่นดินทุกแห่งบนโลกเกิดการเคลื่อนตัวอย่างรุนแรงและรวดเร็ว

โมเมนตัมที่เกิดขึ้นระหว่างการชนอาจทำให้โลกเกิดการแตกออกเป็นเสี่ยงแปรสภาพกลายเป็นสะเก็ดดาวชิ้นเล็กชิ้นน้อยล่องลอยอยู่ในห้วงอวกาศเหมือนกลุ่มดาวเคราะห์น้อยที่ลอยอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัส ซึ่งในขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งเชื่อกันว่า สะเก็ดดาวเหล่านั้นน่าจะเป็นดาวดวงหนึ่งที่เคยโคจรอยู่วงโคจรนั้น และถูกดาวหางพุ่งชนโดยแรงจนกลายเป็นสะเก็ดดาว ดาวดวงนั้นจึงหายไปจากการบันทึก



คนโบราณมีความเชื่อเกี่ยวกับดาวหางว่าเป็นเรื่องของสิ่งเร้นลับ น่าหวาดระแวงและน่าเกรงขาม ถึงขนาดที่เชื่อกันว่าดาวหางจะนำมาซึ่งลางร้ายและเคราะห์กรรมของผู้คนบนโลก ทำนองที่ว่าจะเกิดภัยพิบัติอย่างใหญ่หลวงตามมาภายหลังการปรากฏตัวของดาวหาง

ความไม่รู้ในรายละเอียดเกี่ยวกับดาวหางของมนุษย์ ทำให้ได้แต่เพียงคิดถึงในเรื่องของความหายนะที่จะเกิดขึ้นตลอดเวลา

ทั้งที่ในความจริงแล้ว ดาวหางเป็นแค่เพียงเศษน้ำแข็งสกปรกที่โคจรอยู่ในห้วงอวกาศเท่านั้น แต่บังเอิญดาวหางเป็นน้ำแข็งชิ้นใหญ่มาก จึงเปรียบประดุจดังปีศาจนรกในห้วงอวกาศที่ลอยไปลอยมาอย่างพร้อมที่จะพุ่งเข้าชนดาวดวงอื่นที่บังเอิญโคจรอยู่ในตำแหน่งที่ขวางทางโคจรของมัน

การชนของชูเมกเกอร์ เลวี 9 กับดาวพฤหัสจะส่งผลกระทบต่อดาวพฤหัสน้อยมากเนื่องจากขนาดของดาวหางแต่ละก้อนที่พุ่งชนมีขนาดเล็กมาก เมื่อเทียบกับดาวพฤหัสที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร เหมือนกับที่นักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งได้เปรียบเทียบไว้อย่างเห็นภาพว่า ประหนึ่งเอาปลายเข็มหมุดแทงเข้าไปในแอปเปิลจำนวน 21 ครั้ง อาจแลเห็นร่องรอย แต่ก็เล็กมากจนไม่กระทบกระเทือนผลแอปเปิลแม้แต่น้อย

ในห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลผมเชื่อว่า การพุ่งชนของดาวหางและดาวเคราะห์อื่นน่าจะเกิดขึ้นบ่อย อาจจะบ่อยจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับจักรวาล แม้โอกาสที่จะพุ่งเข้าชนอาจเป็นโอกาสที่น้อยนิดและริบหรี่เต็มที แต่ก็คงเป็นโอกาสที่อาจมีโอกาสเกิดขึ้นได้

นักวิทยาศาสตร์ชาติอเมริกัน แคนาดา และยุโรป ต่างพากันตระหนักถึงเรื่องนี้ ได้เตรียมการป้องกันการพุ่งชนของดาวหางที่อาจเกิดขึ้นกับโลกของเราไว้พอประมาณ คือการสร้างระเบิดนิวเคลียร์นำวิถี ที่สามารถพุ่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศ และทำลายดาวหางที่กำลังจะพุ่งเข้าชนโลกให้แตกสลายไปก่อนได้

แน่นอนที่ว่าผลพวงจากการปะทะกันระหว่างนิวเคลียร์นำวิถีและดาวหางย่อมเกิดผลกับชาวโลกไม่มากก็น้อย แต่ก็คงจะน้อยกว่าการปล่อยให้ปีศาจจากฟากฟ้าพุ่งตรงเข้าทำลายโลกของเราแต่ทางเดียว

จริงมั้ยครับ…

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น