วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

ซีโรโทนิน

ซีโรโทนินสำเร็จรูป



เอาอย่างนี้ดีกว่า… ถ้าลองถามว่า มีใครเคยคิดอยากฆ่าตัวตายบ้าง แค่คิดนะครับ แค่คิด แต่ไม่ได้ลงมือกระทำการฆ่าตัวตายจริง ๆ เพียงแค่คิดก็น่ากลัวแล้วครับ

ผมคิดว่า คงมีคนยกมืออยู่มากพอสมควรเหมือนกัน ถึงที่สุดแล้วคนเรามักจะนึกว่า ความตายคือการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดเสมอ โดยปกติ ร้อยทั้งร้อยบอกได้เลยว่า มนุษย์กลัวความตาย เอาเถอะครับ อาจมีบางคนเถียงหัวชนฝาว่า “ไม่จริง…ผมไม่เคยกลัวตายเลย” หรือ “ดิฉัน พร้อมที่จะตายตลอดเวลาค่ะ” แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่คำกล่าวอ้างเท่านั้น

มนุษย์มีพื้นฐานกลัวความตายกันทุกคน เพราะทุกคนไม่แน่ใจว่าตายแล้วจะไปไหน จะเจ็บปวดไหมและจะเป็นอย่างไรต่อไปบ้าง

ถ้าอย่างนั้น ทำไมถึงยังมีคนฆ่าตัวตายอีกเล่า

ก็เพราะ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วระหว่างความทุกข์กับความตาย มนุษย์เรากลัวและเกลียดความทุกข์มากกว่าความตาย

ต่างคิดว่าตายแล้วก็หมดทุกข์


 
แม้ว่าวิทยาการและเทคโนโลยีจะเจริญก้าวหน้าไปมากมายเพียงใดก็ตามทีเถอะ จนบัดนี้ยังไม่มีใครผลิตเครื่องสลายทุกข์ออกมาจำหน่ายสักที ถ้ามีใครผลิตออกมาจำหน่ายเครื่องที่ว่านี่คงขายดีพิลึก เนื่องเพราะชาวโลกทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความทุกข์แทบทั้งสิ้น ทุกข์มาก ทุกข์น้อย ก็ว่ากันไปตามกรรมที่เคยก่อกันมาเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่มีใครแก้ไขให้ได้ นอกจากตัวเอง

บางคนทุกข์มาก มากจนไม่อาจแก้ไขใด ๆ ได้อีกแล้ว มองไม่เห็นคำตอบของปัญหาสักที หนทางที่เขาคิดชั่วแล่นในขณะนั้นว่าเป็นหนทางที่ดีที่สุด คือ การฆ่าตัวตาย

เรื่องของการฆ่าตัวตาย มองผิวเผินอาจคิดว่าเป็นเพียงเรื่องของจิตใจ ไม่น่าจะมีเรื่องของวิทยาการหรือเทคโนโลยีใด ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องได้เลยสักนิด เป็นเรื่องของจิตล้วน ๆ นั่นเป็นการคิดอย่างใช้จิตใจและอารมณ์เป็นเครื่องวัด


 
นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยจำนวนมากต่างพากันศึกษาถึงสาเหตุของการฆ่าตัวตายโดยละเอียด ถึงลักษณะทางพันธุกรรม กายวิภาค สรีรวิทยา และระบบประสาทของคนที่ฆ่าตัวตายต่างลงความเห็นตรงกันว่า มูลเหตุของการฆ่าตัวตายอาจเกิดจากจิตใจ แต่ตัวกระตุ้นให้บุคคลลงมือกระทำการฆ่าตัวตายจริง ๆ เป็นเรื่องของสารเคมี และปัจจัยทางกายภาพในร่างกายของบุคคลนั่นเอง

อ่านดูแล้วอาจเหลือเชื่อ แต่ในความจริง เป็นอย่างนั้น คนคิดจะฆ่าตัวตายคือเริ่มผิดปกติทางจิต แต่ถ้าถึงกับลงมือฆ่าตัวตายคือ การผิดปกติเกี่ยวกับสมดุลของสารเคมีในร่างกาย สารเคมีชนิดดังกล่าว คือสารที่มีชื่อว่า ซีโรโทนิน (SEROTONIN) ดอกเตอร์จอห์น มานน์อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แห่งนิวยอร์ค ได้รายงานว่า คนที่ฆ่าตัวตายร้อยละ 95 มีความผิดปกติในเนื้อสมองอย่างชัดเจน และมีสารเคมีตัวหนึ่งขาดหายไปในปริมาณมาก สารตัวนั้นคือ ซีโรโทนิน นั่นเอง


 
โดยปกติแล้ว ซีโรโทนินจะทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณระหว่างเซลล์สมองเซลล์หนึ่ง ไปสู่อีกเซลล์หนึ่ง เซลล์ประสาททั่วไปจะทำหน้าที่สร้างซีโรโทนิน และดูดซึมกลับในสภาวะที่ร่างกายเป็นปกติ

ถ้าปริมาณซีโรโทนินในร่างกายมีอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ ร่างกายของบุคคลผู้นั้นจะตกอยู่ในสภาวการณ์ซึมเศร้าลงอย่างชัดเจน ถ้าสมองส่วนที่เรียกว่า ออร์บิทัล คอร์เทกซ์ (ORBITAL CROTEX) ซึ่งเป็นเนื้อสมองส่วนที่อยู่เหนือระดับดวงตา มีปริมาณสารซีโรโทนินต่ำกว่าปกติมาก ๆ บุคคลผู้นั้นมีแนวโน้มว่ากำลังจะฆ่าตัวตายสูงมาก

จากการตรวจสอบตัวอย่างศพของบุคคลผู้ฆ่าตัวตายจำนวน 100 คนพบว่า ทุกศพล้วนแล้วแต่มีปริมาณซีโรโทนินในบริเวณออร์บิทัล คอร์เทกซ์อยู่ในระดับต่ำผิดปกติเอามาก ๆ


 
นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับระบบประสาทเชื่อกันว่า เพียงปัจจัยภายนอกอย่างเดียว ไม่มีอิทธิพลสูงขนาดทำให้คนเราถึงกับฆ่าตัวตายได้ ความเครียดในการทำงานหรือความผิดหวังในชีวิต อาจมีผลทำให้เกิดอาการซึมเศร้ารุนแรง แต่มิได้ถึงขนาดที่มนุษย์เราจะลงมือฆ่าตัวตาย เนื่องจากระบบประสาทปกติทั่วไป จะคอยควบคุมการรับผิดชอบชั่วดีในมนุษย์ ระบบประสาทจะคอยยับยั้งการฆ่าตัวตายของมนุษย์อย่างได้ผล

แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่สารซีโรโทนินในสมองมีปริมาณต่ำลงอย่างชัดเจนบุคคลผู้นั้นจะซึมเศร้าและลงมือฆ่าตัวตายได้ทันที

วิทยาการทางการแพทย์ได้เร่งแก้ไขการลดระดับของซีโรโทนินในร่างกายโดยเร่งด่วน ด้วยการผลิตซีโรโทนิน สำเร็จรูปออกมาจำหน่าย ซีโรโทนินดังกล่าวถูกผลิตขึ้นมา 2 รูปแบบ รูปแบบหนึ่งเป็นซีโรโทนินสังเคราะห์ที่ผลิตขึ้นเลียนแบบของจริง และอีกรูปแบบหนึ่งเป็นยาที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการปลดปล่อยซีโรโทนินในร่างกายออกมาได้เอง ในปริมาณที่มากพอสำหรับลดอาการซึมเศร้าได้อย่างรวดเร็ว

แม้ในระหว่างนี้การผลิตจะอยู่ในขั้นทดลอง ยังไม่นับว่าจะสำเร็จโดยสมบูรณ์นัก แต่ผลของการทดลองก็พอจะยืนยันความสำเร็จในอนาคตได้อย่างดีว่า ไม่น่าพลาด


 
ซีโรโทนินสำเร็จรูปจะวางจำหน่ายในรูปแบบของยาเม็ดที่เรียกชื่อว่า “ยาคลายเครียด” ช่วยให้บุคคลนอนหลับไว ลืมเรื่องปวดหัวและไม่คิดฆ่าตัวตาย ยาแบบนี้แหละที่น่าเรียกว่า “ยาเทวดา” ใช้ไหมครับ



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น